บ้านโมเดิร์นทรอปิคัล ในประเทศอินโดนีเซีย กับการออกแบบที่อยู่บนจุดสมดุลระหว่าง ‘หลักความเชื่อ’ ตามหลักฮวงจุ้ย กับบริบทของสถานที่ตั้งในเมืองเบกาซี
บ้านหลังนี้เด่นด้วยแนวคิดการดึงลมและแสงธรรมชาติให้เข้ามาสู่พื้นที่ของบ้านอย่างเพียงพอ เอื้อให้ครอบครัวเล็ก ๆ สามารถใช้ชีวิตในบ้านที่สอดรับกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นได้อย่างดี ซึ่งมีที่มาจากสารตั้งต้นด้านความเชื่อของเจ้าบ้านในเรื่องฮวงจุ้ยที่เน้นการวางตำแหน่งที่ถูกต้องสอดรับกับสภาพแวดล้อม ทำให้สถาปนิกเลือกวางทิศทางของอาคารให้สัมพันธ์กับทิศทางลมและแสงแดด เรื่อยไปจนถึงการออกแบบและตกแต่งภายในให้โปร่งโล่ง

สิ่งนี้นับว่าเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่สุดที่ต้องตีความสู่แนวคิดการแยกมวลอาคารออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนออฟฟิศ ส่วนงานบริการ และพื้นที่อยู่อาศัยหลัก โดยแยกก้อนอาคารออกจากกันเป็น 3 ก้อน ไม่ให้พื้นที่แต่ละหลังเหลื่อมซ้อนกัน


ประกอบกับที่ดินเปล่าผืนนี้ มีต้นไม้ใหญ่เดิมอยู่ด้านหน้า ทั้งเจ้าของและสถาปนิกต่างตั้งใจเก็บต้นไม้นี้ไว้ เพื่อช่วยสร้างความร่มรื่นให้บ้าน การวางตำแหน่งอาคารทั้ง 3 ส่วน จึงต้องกระจายตัวอยู่บนที่ดินขนาด 900 ตารางเมตร เว้นระยะห่างจากเพื่อนบ้านข้างเคียง โดยมวลอาคารทั้งสามต่างได้รับการออกแบบให้สัมพันธ์กับที่ตั้งและสภาพแวดล้อม พร้อมมีหน้าที่แตกต่างกันไป ได้แก่


ส่วนที่ 1 พื้นที่เซอร์วิสของบ้าน สถาปนิกวางตำแหน่งมวลอาคารให้อยู่ด้านขวาของที่ดิน มีพื้นที่ด้านหน้าเป็นส่วนของป้อมยาม โรงจอดรถ ห้องพักแม่บ้าน ห้องครัว และห้องซักล้าง ส่วนที่ 2 คือพื้นที่ใช้สอยแบบกึ่งสาธารณะรวมกันเป็นอาคารชั้นเดียวอยู่ด้านซ้าย ประกอบด้วยโฮมออฟฟิศ ห้องละหมาด และห้องนั่งเล่นกึ่งกลางแจ้ง พร้อมชั้นดาดฟ้าอีกมุมพักผ่อนอเนกประสงค์ของบ้าน ส่วนที่ 3 คือมวลอาคารที่จัดวางตำแหน่งให้อยู่ด้านหลังสุดของที่ดิน กำหนดให้เป็นส่วนพักอาศัยหลักของเจ้าของบ้าน ด้วยการออกแบให้เป็นอาคาร 2 ชั้น ประกอบด้วยห้องรับแขก และห้องนอนแขกที่บริเวณชั้นล่าง ชั้น 2 เป็นห้องนั่งเล่นของครอบครัว และห้องนอนของสมาชิกภายในบ้าน


ตำแหน่งมวลอาคารทั้ง 3 ส่วน ถูกเชื่อมต่อกันเป็นรูปตัวยู (U) โอบล้อมคอร์ตยาร์ดขนาดย่อม ออกแบบและตกแต่งพื้นที่ส่วนนี้ให้เป็นจุดพักสายตาในบรรยากาศสวนที่ร่มรื่น เมื่อผนวกกับการออกแบบมวลอาคารทั้ง 3 ส่วน ให้มีลักษณะสูงโปร่ง โล่งสบาย เผยให้เห็นโครงสร้างเหล็กที่ดูแข็งแรง แต่ให้ความรู้สึกโปร่งเบา กรุผนังด้วยกระจกบานเลื่อนเปิดออกได้จนสุด ช่วยให้เปิดรับสภาพแวดล้อมภายนอกได้อย่างเต็มอิ่ม


ส่วนอาคารหลัก สถาปนิกออกแบบหลังคาให้สอดรับกับสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้นและมีฝนตกชุก ในลักษณะหลังคาแบนราบ มีชายคายื่นยาวออกจากตัวบ้านเพื่อเป็นเกราะป้องกันละอองฝนสาดเข้าบ้าน อีกทั้งยังช่วยบังแดด ให้ร่มเงา ช่วยควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านได้อีกทางหนึ่ง
อีกหนึ่งจุดเด่นของมวลอาคารส่วนพักอาศัย คือการเลือกใช้วัสดุโทนสีเทา และน้ำตาลเอิร์ธโทนจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น เข้ามาเติมเต็มสภาวะน่าสบาย เริ่มตั้งแต่การออกแบบฟาซาดทั้งด้านหน้าและหลัง โดยเว้นระยะห่างของไม้แต่ละแผ่นในลักษณะชิดสลับโปร่ง ทำหน้าที่กรองแสง ไม่ทำให้บ้านดูอึดอัดหรือทึบตัน ทำให้ฟาซาดนี้กลายเป็นจุดเด่นสำคัญที่สุดของบ้าน ซึ่งมีรายละเอียดด้วยการเลือกใช้ไม้ท้องถิ่น อย่าง ไม้ Ulin ไม้เนื้อแข็ง แข็งแรง ทนทาน และมีสีสันสวยงามมาใช้ในการออกแบบฟาซาดที่เหมาะกับการใช้งานภายนอกอาคาร



นอกจากนั้น ส่วนพักอาศัยอื่น ๆ ยังโดดเด่นด้วยการใช้วัสดุจากธรรมชาติอย่าง ผนังหินบะซอลต์ ก่อเรียงเป็นแพตเทิร์นสี่เหลี่ยมช่วยดึงดูดสายตา ตัดกับโทนสีอุ่นของไม้ Bangkirai ไม้เนื้อแข็งอีกหนึ่งชนิดที่พบมากในท้องถิ่น มีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพอากาศร้อนชื้น โดยเลือกนำมาใช้ปิดผิวฝ้าเพดานช่วยมอบความรู้สึกอบอุ่น สบายตา สอดคล้องกับการเชื่อมบรรยากาศภายนอกและภายในเข้าหากัน เป็นการส่งเสริมสุขภาวะการอยู่อาศัยอย่างรอบด้านเพื่อผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง
เรื่อง:ND24
ภาพ:อภินัยน์ ทรรศโนภาส
ออกแบบ: Atelier Bertiga
พื้นที่ใช้สอย: 872 ตารางเมตร

“บ้านฮีลใจ Homes That Heal” หนังสือที่รวบรวมบ้าน 10 หลังทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้านรอบอาเซียน ที่เปี่ยมด้วยแนวคิดการออกแบบเพื่อส่งเสริมสุขภาวะผู้อยู่อาศัยในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นทั้งบ้านที่ใช้สวนเกษตรเสริมสุขภาวะกาย บ้านที่ออกแบบให้พื้นที่ใช้สอยโปร่งโล่งรับแสงและลม รองรับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ไปจนถึงบ้านที่ใช้ปรัชญาเชิงศาสนา พร้อมพื้นที่ปฏิบัติธรรม เพื่อส่งเสริมสุขภาวะใจให้ผู้อยู่ เพื่อตอบรับเทรนด์การดูแลกายและใจของคนในยุคปัจจุบัน
.
สามารถสั่งซื้อหนังสือ “บ้านฮีลใจ HOMES THAT HEAL” #เล่มใหม่ล่าสุด จาก room Books ได้แล้ววันนี้ ผ่านเว็บไซต์
https://www.naiin.com/product/detail/692438…
หรือ #Inbox สอบถามมาได้ที่ m.me/roomfan