Mae On Art Forest Museum แกลเลอรี่และบ้านศิลปินกลางป่าสัก

Mae On Art Forest Museum ชุบชีวิตบ้านไม้เก่า สู่แกลเลอรี่และบ้านศิลปินกลางป่าสัก

Mae On Art Forest Museum แกลเลอรี่และพื้นที่สร้างสรรค์งานประติมากรรมกลางป่าสัก ที่หลอมรวมงานศิลปะ สถาปัตยกรรม และชีวิตให้เป็นหนึ่งเดียว

DESIGNER DIRECTORY
ออกแบบ: EKAR Architects

Mae On Art Forest Museum เป็นที่พำนักของอาจารย์พีระพงษ์ ดวงแก้ว ศิลปินแห่งชาติสาขาประติมากร โดยตลอดเวลากว่า 50 ปีในการทำงานศิลปะ ท่านได้สร้างผลงานมากมายตั้งแต่ชิ้นขนาดเล็กที่สามารถยกได้ไปจนถึงบางชิ้นที่มีน้ำหนักหลายตัน หลังเกษียณอายุอาจารย์พีระพงษ์จึงตัดสินใจย้ายที่พักจากในตัวเมืองเชียงใหม่ท่ามกลางความสงัดของป่าสักที่อำเภอแม่ออนแทน เพื่ออุทิศช่วงเวลาที่เหลือผลิตผลงานศิลปะดั่งที่ทำมาตลอดชีวิต โดยยกหน้าที่การออกแบบให้กับลูกชายอย่างคุณเอกภาพ ดวงแก้ว จาก EKAR Architects

ที่พำนักของอาจารย์พีระพงษ์ ดวงแก้ว ศิลปินแห่งชาติสาขาประติมากร ชวนสัมผัสบรรยากาศโดยรอบอาคารอย่างพื้นที่เวิร์กชอป พื้นที่นั่งล้อมกองไฟ กองจัดเก็บวัสดุ และป่าสักที่เปลี่ยนแปลงเฉดสีตามไปฤดูกาล
อาจารย์พีระพงษ์จึงตัดสินใจย้ายที่พักจากในตัวเมืองเชียงใหม่ท่ามกลางความสงัดของป่าสักที่อำเภอแม่ออนแทน เพื่ออุทิศช่วงเวลาที่เหลือผลิตผลงานศิลปะดั่งที่ทำมาตลอดชีวิต ออกแบบให้กับลูกชายอย่างคุณเอกภาพ ดวงแก้ว
อาคารหลังคาเพิงหมาแหงนเรียบง่ายมุงหลังคาสีเขียวดูกลมกลืนไปกับบริบทของป่าสนและอาคารหน้าจั่วเดิม
การออกแบบเริ่มต้นจากวิธีที่ศิลปินทำงาน ซึ่งต้องการพื้นที่กว้างเพราะชิ้นงานมีขนาดใหญ่ ทั้งยังต้องเคลื่อนย้ายสะดวกระหว่างพื้นที่ในร่มกับพื้นที่กลางแจ้งอาคารจึงต้องเปิดรับแสงธรรมชาติ และเชื่อมต่อกับภูมิทัศน์ได้โดยตรง

ที่นี่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดเปิดโอกาสให้ธรรมชาติ สายลม แสงแดด เป็นดั่งแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนการรังสรรค์ผลงานและฉากหลังของงานสถาปัตยกรรม เดิมทีในพื้นที่แห่งนี้มีบ้านไม้หลังเล็กสำหรับพักอาศัยอยู่แล้วหนึ่งหลัง แต่ยังไม่มีสตูดิโอให้คุณพ่อได้ทำงานแบบมีหลังคาคลุม ทำให้ช่วงฤดูฝนต้องพักการทำงานไป จึงเป็นที่มาของการสร้างอาคารหลังใหม่เข้ามาตอบโจทย์การทำงานประติมากรรมที่บางชิ้นต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะสำเร็จให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

บ้านไม้หลังเก่าบนถนนวัวลายที่ถูกรื้อแล้วนำวัสดุมาใช้ทำหน้าที่ใหม่ของ Mae On Art Forest Museum
ทุกวัสดุไม่เหลือทิ้งเลย ไม่ว่าจะเป็นเสา คาน ประตู หน้าต่าง ผนังไม้เก่าและหลังคาคอนกรีตลอน
ผนังไม้เดิมที่นำมาตัดใหม่ โชว์ร่องรอยของตะปู หรือสีที่ไม่สมบูรณ์ ชวนให้คิดถึงบรรยากาศของบ้านไม้หลังเดิม 
แผ่นกระเบื้องลอนที่แตกถูกตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำกลับมาซ้อนใหม่ตามแนวผนังโค้งช่วยเพิ่มมิติ
ลดน้ำหนักงานโครงสร้างหลังคาด้วยการใช้เป็นโครงสร้างเหล็กผสมกับจันทันไม้เดิม ทำให้ไม่มีไม้เหลือทิ้ง ทั้งยังโชว์งานไม้แบบดั้งเดิมไปในตัว
 เสาไม้เก่าดูกลมกลืนไปกับต้นไม้เดิมในพื้นที่ราวกับเป็นเรื่องราวเดียวกัน

สถาปัตยกรรมยั่งยืนที่นำวัสดุเก่ามาเล่าใหม่

ในการออกแบบได้ตั้งต้นมาจากการใช้วัสดุของบ้านไม้หลังเก่าบนถนนวัวลายที่ถูกรื้อและจัดเก็บอย่างเป็นระบบ แล้วขนส่งมายังพื้นที่นี้ แล้วค่อยเริ่มพิจารณาว่าวัสดุแต่ละชิ้นควรทำหน้าที่อะไรต่อไป แล้วทำการจัดเรียงใหม่ ในฟังก์ชั่นใหม่ให้ทุกวัสดุไม่เหลือทิ้งเลย ไม่ว่าจะเป็นเสา คาน ประตู หน้าต่าง ผนังไม้เก่าและหลังคาคอนกรีตลอนที่นำมาตัดให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก แล้วนำมาเรียงซ้อนกันเป็นผนังภายนอก หลังคาเมทัลชีทที่นำมามุงใหม่ แล้วซ้อนทับด้วยใบสักตากแห้งที่เก็บมาจากบริเวณโดยรอบ รวมไปถึงเสาไม้และจันทันไม้ที่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของงานโครงสร้าง

หินภูเขาในพื้นที่ นอกจากทำหน้าที่พยุงหน้าดิน หรือกำหนดแนวทางเดินแล้ว  ยังใช้เป็นแนวกันไฟในช่วงฤดูแล้ง นำมาทำผลงานศิลปะ หรือสร้างขอบเขตให้กับพื้นที่รอบกองไฟ
ตัวอาคารยกลอยเหนือพื้นแทนการปรับระดับที่ดินที่เป็นที่ลาด ช่วยให้อาคารดูเบาลอย และแตะผืนดินอย่างแผ่วเบา  ปิดช่องว่างด้วยหินภูเขาที่เก็บได้จากพื้นที่นำมาใช้เป็นฐานรากและกำแพงกันดิน
ทุกองค์ประกอบเหล่านี้ผสานหลอมรวมไปกับสถาปัตยกรรมไว้อย่างแยบยล ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ไม่แข่งขันกัน กลายเป็นงานศิลปะที่คอยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จังหวะ และโอกาส
ใช้ต้นสักที่ล้มเองตามธรรมชาติในป่า มาทำเป็นเสารับโครงสร้างของอาคาร โดยยึดเข้ากับฐานเสาเหล็ก
เมทัลชีท วัสดุน้ำหนักเบา ทั้งยังมีความทนทานต่อสภาพอากาศที่ตั้งอยู่กลางป่าที่ต้องเผชิญกับความร้อน ฝน และชื้นตลอดทั้งปี
นำแผ่นเมทัลชีทเก่าที่เป็นสนิมกลับมาใช้เป็นชั้นรองใต้หลังคา แล้วมุงทับด้วยใบไม้แห้งจากป่าผลัดใบรอบ ๆ อีกชั้น

สตูดิโอที่เชื่อมต่อกับภูมิทัศน์แบบไร้ขอบเขต

เพื่อตอบโจทย์การเป็นพื้นที่สร้างสรรค์งานประติมากรรมซึ่งต้องการสเปซโล่งกว้าง การต้องใช้เครื่องมือขนาดใหญ่ในการทำงาน จึงนำมาสู่การใช้โครงสร้างเหล็กเป็นหลักที่เอื้อให้มีช่วงเสากว้าง (Long Span) แล้วมุงด้วยเมทัลชีท วัสดุที่มีน้ำหนักเบา ทั้งยังมีความทนทานต่อสภาพอากาศที่ตั้งอยู่กลางป่าที่ต้องเผชิญกับความร้อน ฝน และชื้นตลอดทั้งปี ผลลัพธ์คือสเปซที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งานที่เปลี่ยนไป อีกทั้งเปิดรับธรรมชาติโดยรอบให้โอบล้อมพื้นที่ไว้จากทุกทิศทาง

เปิดรับธรรมชาติโดยรอบให้โอบล้อมพื้นที่ไว้จากทุกทิศทาง
ให้อาคารเป็นหนึ่งเดียวไปกับป่า จึงไม่มีผนังใดมากั้นพื้นที่รอบอาคาร มีเพียงหลังคาที่สร้างขอบเขตของสเปซ สร้างประสบการณ์พิเศษของสถานที่ที่ป่าจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล
ตัวอาคารมีความเรียบง่ายถ่อมตน มีพื้นที่หลักสำหรับเป็นแกลเลอรี่แสดงผลงานศิลปะให้มีหลังคาสูง เปิดรับแสงธรรมชาติ และเชื่อมต่อกับภูมิทัศน์โดยตรง
กำหนดขอบเขตไว้ด้วยพื้นที่ปิดทรงโค้งกลมจำนวน 5 ห้อง สำหรับเป็นห้องพัก ห้องแสดงผลงาน ห้องสมุด ห้องอเนกประสงค์ และห้องเก็บของไว้บริเวณริมซ้าย-ขวาของพื้นที่
ห้องนอนที่ตกแต่งเรียบง่าย ให้ศิลปินได้อยู่กับตัวเองและธรรมชาติภายใต้สเปซทรงโค้งกลม

คงเสน่ห์งานไม้แบบคราฟต์

ในส่วนของการก่อสร้างยังคงใช้งานไม้แบบดั้งเดิมให้มากที่สุด และเสริมโครงสร้างเหล็กเฉพาะในจุดที่จำเป็นที่ไม้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างได้ เช่น เสาไม้ที่สั้นเกินไปใช่การต่อแทนการเปลี่ยนใหม่ จันทันไม้จากบ้านเดิมที่นำมาประกบและเสริมด้วยเดือยเหล็ก โดยวัสดุใหม่จะหาจากพื้นที่ข้างเคียงในรัศมีประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อลดการขนส่งให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งยังใช้ช่างฝีมือในพื้นที่ซึ่งมีองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านงานไม้โดยเฉพาะ เป็นการส่งเสริมอาชีพและต่อยอดภูมิปัญญาให้ยังคงอยู่

ออกแบบหลังคาสูงเพื่อรองรับงานขนาดใหญ่ช่วยให้แสงธรรมชาติกระจายสม่ำเสมอในพื้นที่ทำงาน ส่วนหลังคาที่ต่ำกว่าทำให้เกิดพื้นที่ขนาดเล็กสำหรับการพักผ่อนและกิจกรรมประจำวัน
กรุผนังด้านหนึ่งด้วยแผ่นสังกะสีที่สะท้อนภาพของป่าสักโดยรอบแบบเลือนลางราวกับงานศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์
ชิ้นงานส่วนใหญ่ทำจากไม้เนื้อแข็งและหินภูเขาที่หาได้จากพื้นที่รอบ ๆ

สเปซที่ออกแบบเพื่อมนุษย์และงานประติมากรรม

ตัวอาคารมีความเรียบง่ายถ่อมตน โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือพื้นที่หลักสำหรับเป็นแกลเลอรี่แสดงผลงานศิลปะให้มีหลังคาสูง เปิดรับแสงธรรมชาติ และเชื่อมต่อกับภูมิทัศน์โดยตรง ที่กำหนดขอบเขตไว้ด้วยพื้นที่ปิดทรงโค้งกลมจำนวน 5 ห้อง สำหรับเป็นห้องพัก ห้องแสดงผลงาน ห้องสมุด ห้องอเนกประสงค์ และห้องเก็บของไว้บริเวณริมซ้าย-ขวาของพื้นที่ และอีกระดับที่ต่ำลงมาให้ใกล้เคียงกับสัดส่วนของมนุษย์สำหรับเป็นพื้นที่นั่งทำงานศิลปะในทุก ๆ วัน

อาจารย์พีระพงษ์ ดวงแก้ว ศิลปินแห่งชาติสาขาประติมากร
ห้องน้ำออกแบบเรียบง่าย ใช้งานสะดวกสร้างความต่อเนื่องด้วยผนังจากหลังคาคอนกรีตเก่าเช่นเดียวกันกับผนังภายนอก

นอกจากพื้นที่แสดงศิลปะในร่มแล้ว งานประติมากรรมยังถูกจัดแสดงให้เป็นส่วนหนึ่งไปกับป่าจากลานจอดรถบริเวณทางเข้าที่ค่อย ๆ เชื้อเชิญเเขกผู้มาเยือนให้เข้าใกล้สถาปัตยกรรมทีละนิด ชวนสัมผัสบรรยากาศโดยรอบอาคารอย่างพื้นที่เวิร์กชอป พื้นที่นั่งล้อมกองไฟ กองจัดเก็บวัสดุ และป่าสักที่เปลี่ยนแปลงเฉดสีตามไปฤดูกาล ซึ่งทุกองค์ประกอบเหล่านี้ผสานหลอมรวมไปกับสถาปัตยกรรมไว้อย่างแยบยล ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ไม่แข่งขันกัน กลายเป็นงานศิลปะที่คอยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จังหวะ และโอกาส

สถานที่แห่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นในฐานะของการเป็นพื้นที่สร้างสรรค์และจัดแสดงงานศิลปะ หากแท้จริงแล้วคือการเปลี่ยนถ่ายความทรงจำในวันวานของบ้านไม้หลังเดิมให้อบอวลในบริบทใหม่ที่รายล้อมไว้ด้วยธรรมชาติ ผ่านสัจวัสดุที่ถูกวางแผนให้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุดในทุกองค์ประกอบ

พิกัด: https://maps.app.goo.gl/7qWVY8de794xTFtK7?g_st=ic
(นัดหมายก่อนเข้าชมเท่านั้น)

เจ้าของ: คุณพีระพงษ์ ดวงแก้ว
ออกแบบ: EKAR Architects

เรื่อง: BRL
ภาพ: Tanatip Chawang , Chakrit Ninsart


DAY & NIGHT of Cherng Talay ร้านอาหารระดับมิชลิน อิงประวัติเหมืองแร่ภูเก็ต