น้ำท่วมกรุงเทพฯ ทุกครั้ง ไม่ว่าจะน้ำฝน หรือน้ำเหนือ เราโทษฝน โทษท่อ แล้วเคยโทษ “วิธีที่เราออกแบบเมือง” บ้างไหม?
ทุกครั้งที่ น้ำท่วมกรุงเทพฯ แนวคิด “เมืองฟองน้ำ” (Sponge City) มักกลับมาเป็นคำตอบ ทั้งการทำพื้นซึมน้ำ เพิ่มพื้นที่สีเขียว หรือสร้างพื้นที่แก้มลิง แต่ในวันที่รูปแบบของเมืองเปลี่ยนไป และฝนหนักมีโอกาสเกินขีดความสามารถของระบบเดิมมากขึ้น คำถามคือ กรุงเทพฯ พร้อม “รับน้ำ” จริงหรือไม่
เพื่อหาคำตอบร่วมกัน room มีโอกาสได้พูดคุยกับ รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสะท้อนปัญหาน้ำท่วมผ่านมุมมองของนักผังเมือง

อ.พนิต ชวนรื้อความเข้าใจตั้งแต่คำว่า “อยู่กับน้ำ” โดยชี้ว่า การวางเมืองตั้งแต่อดีตไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้ทุกพื้นที่ท่วมเหมือนกัน แต่ต้องแยกให้ได้ว่า “ตรงไหนต้องไม่ท่วม” และ “น้ำควรไปอยู่ที่ไหน”
ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ จึงไม่ได้มีแค่เรื่องท่อระบายน้ำหรือภัยธรรมชาติ แต่ยังเชื่อมโยงกับการขยายตัวของเมือง ราคาที่ดิน ความเหลื่อมล้ำ และความเป็นธรรม เมื่อบางพื้นที่ต้องรับภาระน้ำเพื่อช่วยปกป้องอีกพื้นที่หนึ่ง คำถามจึงตามมาว่า ใครควรรับต้นทุนเหล่านี้ และเราควรทำอย่างไรกันต่อไป
โดยครั้งนี้ อ.พนิต จะมาช่วยคลี่คลายคำตอบผ่านมุมมองของนักผังเมือง เพราะโจทย์อาจไม่ใช่แค่ “กรุงเทพฯ จะระบายน้ำอย่างไร” แต่คือเราจะออกแบบเมืองทั้งระบบอย่างไร ตั้งแต่ขอบเขตการเติบโต พื้นที่ที่ต้องป้องกัน พื้นที่ที่รับน้ำได้ ไปจนถึงกติกาและการชดเชยที่เป็นธรรม

“เมืองฟองน้ำ”
ไม่ได้จบแค่ขุดคลอง หรือปลูกต้นไม้ให้น้ำซึม
“Sponge City ไม่ได้ Sponge เฉย ๆ แต่ต้องเกิดจากการวางแผนและการคำนวณ ต้องคำนวณว่าพื้นที่รับน้ำที่คุณบอกว่าจะมาเป็น Sponge มาเป็นฟองน้ำ รับได้จริงไหม แถมยังมีเรื่องตำแหน่งที่ตั้งอีก ถ้าคุณอยู่บนที่ดอน คุณจะไปซึมน้ำเยอะ ๆ ก็คงไม่ใช่ แต่ที่ลุ่มก็ต้องให้ซึมน้ำได้เยอะ เพราะว่าน้ำมันไหลมากองตรงนั้น
“ภาพจำของ Sponge City มักอยู่ที่ต้นไม้ สวน คลอง หรือพื้นผิวที่น้ำซึมผ่านได้ แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบ เพราะ Sponge City ยังรวมถึงการ รับ ชะลอ เก็บ ซึม กรอง และค่อยระบายน้ำ โดยต้องดูทั้งตำแหน่ง ปริมาณน้ำ และระบบระบายน้ำเดิมของเมืองร่วมกัน”
การย้อนกลับไปหาคลองแบบเมืองในอดีตก็ไม่ใช่คำตอบตรงไปตรงมา เพราะรูปแบบการอยู่อาศัยเปลี่ยนไปแล้ว
“เราบอกว่าเรามีคูคลองเยอะ อยากเอาคูคลองกลับมา สมัยนั้นเขาไม่ได้อยู่กันแบบบ้านตึกแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่เขาอยู่บ้านยกพื้นสูง ต่อให้มีคูคลองเยอะ เอาคลองกลับมาแล้วอยู่กันแบบบ้านตึกเหมือนเดิมก็อยู่ไม่ได้หรอก”
เมืองในอดีตมีทั้งคลอง พื้นที่เกษตร พื้นที่ที่ยอมให้น้ำหลาก และบ้านยกพื้นที่สัมพันธ์กับระดับน้ำ การดึงเพียง “คลอง” กลับมา ในขณะที่เมืองยังเต็มไปด้วยอาคาร พื้นแข็ง และที่ดินถม จึงไม่ได้ทำให้ระบบเดิมกลับมาทำงานเหมือนเดิม ยิ่งในบริบทการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ฝนหนักมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและรูปแบบความเสี่ยงเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ การเพิ่มพื้นที่ซึมน้ำจึงต้องออกแบบและคำนวณอย่างมีระบบและตรงกับความต้องการจริง

วางผังเมือง
ป้องกันน้ำท่วมได้จริงหรือ?
“ถ้าบอกว่าอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งหมด ไม่ว่าตรงไหนก็ตาม น้ำต้องไม่ท่วม คุณคิดผิดตั้งแต่แรกแล้ว เพราะว่าโครงสร้างในการป้องกันน้ำท่วมมีต้นทุนสูงและต้องมีที่ให้น้ำไป”
หลักการผังเมืองไม่ได้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าทุกพื้นที่ต้องปลอดน้ำด้วยมาตรฐานเดียวกัน แต่ต้องกำหนดให้ชัดว่า ตรงไหนต้องป้องกัน และตรงไหนสามารถรับ หรือระบายน้ำได้อย่าง โรงพยาบาล สถานีดับเพลิง ศูนย์เศรษฐกิจ หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญจำเป็นต้องได้รับการป้องกัน ขณะที่บางพื้นที่อาจมีบทบาทเป็นพื้นที่รับน้ำ หรือทางน้ำผ่าน
“วิธีการวางผังเมืองปกติในการป้องกันน้ำท่วม คือกำหนดพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วม แล้วก็พื้นที่ที่น้ำท่วมได้ ดังนั้นจึงมีการกำหนดขอบเขตของพื้นที่ในเมืองกับพื้นที่เกษตรกรรมรอบเมือง แล้วทำคันกั้นน้ำ หรือคลองรอบเมืองไม่ให้น้ำท่วมเมือง ให้น้ำไปท่วมพื้นที่เกษตรกรรมรอบเมือง ซึ่งพื้นที่เหล่านั้นต้องการน้ำท่วม นาให้ทำนาได้ ทำการเกษตรได้ คือให้น้ำไปอยู่ในที่ที่น้ำเป็นคุณประโยชน์ แล้วป้องกันไม่ให้น้ำมาอยู่ในที่ที่เป็นโทษนั่นเอง
“เวลาจะสร้างบ้านสร้างเรือน คุณคิดแต่ว่ามีเส้นทางถนนไหม มีไฟฟ้าไหม มีประปาไหม แต่คุณลืมนึกถึงโครงสร้างพื้นฐานอีก 3 ประเภท คือเรื่องของการจัดการขยะมูลฝอย การระบายน้ำเสีย และการป้องกันน้ำท่วม”
โจทย์จึงไม่ใช่แค่ “ทำอย่างไรให้กรุงเทพฯ ไม่ท่วม” แต่คือการออกแบบให้รู้ตั้งแต่ต้นว่า เมืองจะขยายไปทางไหน พื้นที่ใดต้องป้องกัน และเมื่อน้ำมา น้ำจะไปอยู่ที่ไหนได้บ้าง

น้ำท่วม
กับความเหลื่อมล้ำทางสังคม
“คนที่อยู่นอกพื้นที่ป้องกัน เขาอยากอยู่ในเมือง อยู่ในคันกั้นน้ำนั่นแหละ ไม่อยากอยู่ในเขตที่น้ำท่วมหรอก แต่ว่าเขาอยู่ไม่ได้เพราะราคาแพง”
เมื่อพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและได้รับการป้องกันมีราคาสูงขึ้น คนจำนวนหนึ่งจึงต้องขยับออกไปหาที่อยู่อาศัยไกลขึ้น ซึ่งบางพื้นที่อาจมีระบบป้องกันน้ำและสาธารณูปโภคไม่พร้อมเท่าพื้นที่เมืองชั้นใน ในมุมของ อ.พนิต น้ำท่วมจึงเชื่อมโยงกับราคาที่ดิน ที่อยู่อาศัย และวิธีที่เมืองปล่อยให้กลไกตลาดกำหนดทิศทางการเติบโตมากเกินไป
“เราปล่อยให้กลไกตลาดเข้ามามีอิทธิพลต่อการพัฒนาเมืองมากขึ้น พื้นที่เมืองไม่ควรเป็นพื้นที่ที่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด กรุงเทพฯ มีความหนาแน่นน้อยเมื่อเทียบกับมหานครอื่น ๆ แต่เราแออัด เพราะเราออกแบบเมืองได้ไม่ดี”
เมื่อเมืองกระจายออกทางราบ ระบบถนน ขนส่ง ประปา ระบายน้ำ และป้องกันน้ำก็ต้องขยายตาม ความปลอดภัยจากน้ำท่วมจึงไม่ได้กระจายเท่ากัน สุดท้ายแล้วคนที่มีกำลังซื้อจึงมีทางเลือกในด้านที่อยู่อาศัย และมีความปลอดภัยจากน้ำท่วมมากกว่า

พื้นที่รับน้ำ
กับค่าชดเชยที่เป็นธรรม
“ฟลัดเวย์ตะวันออกที่เป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ เพราะเราไม่เคยจ่ายค่าชดเชยให้คนที่รับน้ำ มีคุณผู้หญิงคนหนึ่งเขาบอกว่า ‘ฉันอยู่ในพื้นที่ฟลัดเวย์ ฉันต้องรับน้ำท่วมให้คนอื่นฟรี ๆ เหรอ’ เขาพูดเลยว่า ตั้งแต่รุ่นพ่อฉัน จนพ่อฉันตายไปแล้ว ฉันยังไม่ได้ค่าชดเชยอะไร”
พื้นที่รับน้ำ หรือ Floodway ไม่ได้เป็นเพียงสีหนึ่งบนแผนผังเมือง แต่มีบ้าน ที่ดิน และคนอาศัยอยู่จริง เมื่อพื้นที่หนึ่งต้องรับน้ำเพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้พื้นที่อีกแห่ง คนที่อยู่ตรงนั้นอาจต้องแบกรับข้อจำกัดในการใช้ที่ดิน ความเสี่ยงต่อทรัพย์สิน และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน คำถามจึงไม่ใช่แค่ “จะให้พื้นที่ไหนรับน้ำ” แต่ต้องถามต่อว่า คนที่รับภาระนั้นได้รับอะไรกลับคืน
“หลักการของเมือง คือคนที่ได้ประโยชน์จะต้องจ่ายกลับคืนมา แล้วเฉลี่ยกลับไปให้คนที่เสียสละเพื่อส่วนรวม แต่กลไกนี้ไม่เกิดขึ้น”
ในทางกฎหมาย ไทยมีกลไกค่าทดแทนในบางกรณีอยู่แล้ว แต่ในมุมของ อ.พนิต ประเด็นสำคัญยังอยู่ที่ว่า ระบบชดเชยสำหรับคนที่รับภาระจากพื้นที่รับน้ำ ครอบคลุม เป็นธรรม และเกิดขึ้นจริงเพียงใด เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่โจทย์วิศวกรรม แต่เป็นเรื่องของ Urban Justice หรือความเป็นธรรมของเมืองด้วย

เมืองขยาย
ผลกระทบยิ่งตามมา
“สิ่งที่จะต้องทำอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราต้องรู้ว่าเมืองอยู่ตรงไหน ขอบของเมืองอยู่ตรงไหน ขอบของชนบทอยู่ตรงไหน แต่เราไม่เคยมีเลย เราไม่เคยบอกว่าเมืองจะไปจบตรงไหน แล้วเราขยายเมืองออกไปเรื่อย ๆ”
ทุกครั้งที่เมืองขยายออกไป โครงสร้างพื้นฐานต้องขยายตาม ไม่ว่าจะเป็นถนน ไฟฟ้า ประปา ระบบขนส่ง หรือระบบป้องกันน้ำ หากเมืองแผ่ออกไปไม่สิ้นสุดต้นทุนในการให้บริการและดูแลเมืองก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อ.พนิต ยกตัวอย่างปารีส ซึ่งในอดีตเคยใช้หลักหมุดกำหนดขอบเขตเมืองและข้อห้ามการก่อสร้างนอกแนวที่กำหนดมาตั้งแต่ ค.ศ.1724 (พระเจ้าหลุยส์ที่ 15) เพื่อควบคุมการขยายตัวของพื้นที่เมือง เราจึงควรต้องรู้ว่าเมืองควรจบตรงไหน นอกจากนี้ เหตุผลที่ต้องรักษาพื้นที่รอบเมืองไว้ไม่ได้มีแค่เรื่องน้ำ เพราะพื้นที่ชนบทยังทำหน้าที่ด้านเกษตรกรรม พื้นที่เปิด ระบบนิเวศ และเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ
“เมืองอยู่ด้วยเมืองเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเมืองไม่มีที่รับน้ำ ไม่มีที่พักผ่อนหย่อนใจ ไม่มีที่สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับเมือง”
คำถามเรื่องน้ำท่วมจึงย้อนกลับไปสู่โจทย์ใหญ่กว่าเดิมว่า กรุงเทพฯ ควรมีขอบเขตการเติบโตแค่ไหน และพื้นที่ใดควรรักษาบทบาทอื่นไว้แทนที่จะเปลี่ยนเป็นพื้นที่เมืองทั้งหมด

ออกแบบกติกา
ร่วมแก้ปัญหาอย่างโปร่งใส
ถ้าการรับน้ำของเมืองต้องอาศัยพื้นที่ของทั้งรัฐและเอกชน การฝากความหวังไว้กับความสมัครใจ หรือจิตอาสาเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ รัฐต้องออกแบบกติกาที่ทำให้การจัดการน้ำกลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการพัฒนาเมือง
อ.พนิต ยกตัวอย่างจากเยอรมนี หลายเมืองใช้ภาษีพื้นที่น้ำระบายฝน (Niederschlagswassergebühr) โดยคำนวณจากพื้นที่ผิวที่น้ำไม่สามารถซึมผ่านและไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำ เช่น หลังคาและพื้นคอนกรีต ขณะที่การทำพื้นที่ซึมน้ำหรือจัดการน้ำฝนภายในแปลงอาจช่วยลดภาระภาษีได้ แนวคิดสำคัญคือใครสร้างภาระต่อระบบมากก็ต้องรับต้นทุนมากขึ้น ขณะที่คนที่ช่วยลดภาระควรมีแรงจูงใจ อ.พนิต ยังย้ำว่าการจัดการน้ำไม่ควรพึ่งแรงจูงใจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีมาตรฐานที่กำหนดจากการคำนวณจริง
“รัฐจะกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ว่าที่ดินต้องซึมน้ำได้ไม่น้อยกว่าเท่าไร ไม่ใช่เรื่องสมัครใจว่ายอมจ่ายภาษีแล้วจะไม่ทำก็ได้ เพราะเกณฑ์ขั้นต่ำนั้นผ่านการคำนวณมาแล้วว่า เมืองต้องได้พื้นที่ซึมน้ำเท่านี้ จึงจะช่วยบรรเทาน้ำท่วมได้จริง”
แม้มาตรฐานและรายละเอียดจะแตกต่างกันไปในแต่ละเมือง แต่หัวใจสำคัญคือการจัดการน้ำต้องถูกแปลงจาก “ความสมัครใจ” ให้กลายเป็นกติกา มาตรฐาน และแรงจูงใจที่วัดผลได้ เรื่องเดียวกันนี้ยังเชื่อมกับพื้นที่รับน้ำ คนที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเมืองควรมีส่วนร่วมรับต้นทุน และทรัพยากรนั้นควรนำกลับไปช่วยผู้ที่ต้องเสียสละเพื่อส่วนรวมด้วย
“เมืองที่ดีต้องมีความโปร่งใสทางการเงิน ใครได้ประโยชน์มากกว่าที่ควรจะเป็น ก็ต้องเฉลี่ยกลับไปให้กับคนที่เสียประโยชน์”
สุดท้าย ทางรอดจึงไม่ใช่การสร้าง “เมืองฟองน้ำ” เพิ่มเป็นจุด ๆ แต่คือการออกแบบเมืองทั้งระบบ ตั้งแต่กำหนดทิศทางและขอบเขตการเติบโต วางพื้นที่ที่ต้องป้องกันและพื้นที่ที่รับน้ำได้ คำนวณศักยภาพของระบบ ไปจนถึงออกกติกาและกลไกชดเชยที่ทำให้ต้นทุนของการอยู่กับน้ำถูกแบ่งอย่างเป็นธรรม
เพราะกรุงเทพฯ จะ “พร้อมรับน้ำ” ได้จริง ก็ต่อเมื่อเมืองตอบให้ได้ก่อนว่า น้ำควรไปไหน ใครควรรับ และใครควรรับผิดชอบต้นทุนในการจัดการน้ำ
เรื่อง: MNSD
Schoonschip ชุมชนลอยน้ำอัจฉริยะ ยั่งยืนด้วยพลังงานหมุนเวียน
