“Homecoming พาใจกลับบ้าน” นิทรรศการที่โอบกอดหัวใจคล้ายพาเรากลับไปอยู่ในสถานที่อันคุ้นเคย ที่เคยเปิดให้ผู้คนไปสัมผัสครั้งแรกในปีพ.ศ. 2566 ที่ River City Bangkok เป็นนิทรรศที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะด้วยเนื้อหาที่พูดถึงเรื่องที่ไม่ถูกพูดถึงบ่อยนักอย่างเรื่องสุขภาพจิต แต่ที่ถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ได้อย่างแปลกใหม่ และออกแบบให้ตัวงานโอบกอดผู้คนและสื่อสารเรื่องนี้ได้อย่างมีชั้นเชิงด้านงานศิลปะ
เพื่อจะตามรอยการเดินทางของนิทรรศการที่ว่านี้ room จะขอพาย้อนมาพูดคุยกับ คุณเบสท์–วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย และคุณนัท-นันทวัฒน์ จรัสเรืองนิล สองนักออกแบบแห่ง Eyedropper Fill ครีเอทีฟสตูดิโอผู้นิยามตัวเองว่าเป็นนักสร้างประสบการณ์ที่ฝากผลงานไว้ในหลากหลายนิทรรศการ โดยนอกเหนือจาก Homecoming พาใจกลับบ้าน ทั้งสองยังถนัดที่จะทำงานนิทรรศการที่เป็นกระบอกเสียงให้กับสังคม เช่น นิทรรศการที่เกี่ยวกับผู้คนในสลัมคลองเตยอย่าง Conne(X)t Klongtoey นิทรรศการเปิดบาดแผลใจที่ถูกคำพูดประทับและตีตราอย่าง See the Unseen: เห็นกายสัมผัสใจ ไปจนถึงนิทรรศการเนื้อหาเชิงการเมืองที่พูดถึงความเหลื่อมล้ำและเสียงที่ไม่ถูกได้ยินอย่าง Dreamscape



room จะพามาทำความรู้จักสตูดิโอออกแบบเบื้องหลังนิทรรศการเหล่านี้ ผ่านบทสนทนาซึ่งไม่ได้บอกเล่าเพียงความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา แต่หากยังเต็มเปี่ยมด้วยถ้อยคำที่พยายามสื่อสารและเยียวยาหัวใจของผู้คนให้หลบพ้นจากความวุ่นวายในสถานการณ์ของโลกปัจจุบัน
Experiential Design ที่ขับเคลื่อน Empathic Society
คุณเบสท์ – วรรจธนภูมิ: “เรานิยามตัวเองว่าเป็นนักออกแบบประสบการณ์ เป็น creative studio ที่ใช้วิธีการทำงานด้านสื่อในเชิงรุก แต่ว่าเป้าหมายของเราที่เขียนไว้ในโปรไฟล์คือการสร้าง empathic society หรือสังคมที่เข้าอกเข้าใจกัน หรือเห็นใจกัน ซึ่งสิ่งนี้ก็จะสะท้อนออกมาในงานพวกเราที่จะมีทั้งงานเชิงสังคม และงานเชิง commercial ด้วย
“หลาย ๆ คนจะชอบเรียกว่าเราเป็นเหมือน event organizer แต่จริง ๆ แล้วเราอยากผลักดันว่าเราเป็น creative design studio ที่เน้นออกแบบประสบการณ์ เพราะเราจบด้านดีไซน์มาโดยเฉพาะ เราจึงอยากใช้บทบาทด้านนี้ทำงานที่เราถนัด
“คนทั่วไปอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นชิน แต่ในแง่หนึ่งเราคือบริษัทออกแบบ ที่ทำงานรับใช้และสื่อสารเรื่องราวของคนอื่น ขณะเดียวกัน พวกเราก็มีความสนใจส่วนตัวเช่นกัน พวกเราสนใจเรื่องจิตใจและความเป็นมนุษย์เป็นพิเศษ นั่นทำให้เราไม่มองตัวเองเป็นแค่ experiential designer แต่มีเป้าหมายในการสร้าง empathic society (สังคงแห่งความเห็นอกเห็นใจ) ด้วย”

ดีไซน์ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ผู้ไร้เสียง
คุณเบสท์ – วรรจธนภูมิ: “คำว่า ‘Voice of Voiceless People’ มันเป็นส่วนผสมสำคัญในตัวของเรา เหมือนเป็นเนื้อหนัง เป็นตัวตนของเราไปในการทำงานแล้ว มันอยู่ทุกงานจริง ๆ รวมถึงในงานที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตด้วย
“อย่างงาน ‘พาใจกลับบ้าน’ เอง สุดท้ายภาพลักษณ์มันอาจจะดูชิล แต่เนื้อในของมันจริง ๆ ก็คือการกลับมาทำให้คนได้ยินเสียงตัวเอง เพราะผมเชื่อว่าถ้าตราบใดที่เรายังไม่เข้าใจ หรือเห็นเสียงตัวเอง การพักนั้นมันเป็นแค่การ escape หรือการหนีแค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น แต่ว่าถ้าเราได้เริ่มเห็น เริ่มเข้าใจตัวเอง ผมว่าอันนั้นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็น Well-Being ที่ดี”

คุณนัท – นันทวัฒน์: “Voice of Voiceless People เราปรุงให้มันอยู่ในทุกงาน ไม่ว่าจะเป็น ‘Mental-Verse จักรวาลใจ’ สารคดีที่พูดถึงคนเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งเราต้องการทำเรื่องนี้เพราะต้องการสื่อสารว่า คนโรคซึมเศร้าปกติถ้าไม่ใช่ celebrity มาพูดก็ยังถูกตีตราอยู่ว่าสรุปคุณเป็นบ้า หรือคุณอ่อนแอ แต่เราอยากให้นิทรรศการนี้ช่วยสื่อสารกับคนทั่วไปด้วย
“หรือนิทรรศการ ‘พาใจกลับบ้าน’ ที่เราพยายามเล่าเรื่องของคนให้ครบทุกเพศทุกวัย ด้วยการออกแบบเสียงให้มีเสียงพูดของผู้ชาย เพราะเรารู้สึกว่าพอเรายึดเริ่มพูดเรื่องจิตใจ เรามักจะยึดติดภาพความเป็นผู้หญิง เรามักมองว่า emotion เท่ากับผู้หญิง ผมว่านี่ก็หนึ่งในการตีตราเหมือนกัน กลายเป็นผู้ชายร้องไห้ไม่ได้ เครียดไม่ได้ ต้องเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา หรืออย่างเช่นอีกงานหนึ่ง เมื่อตอนกลางปีที่ผ่านมา เรามีงาน ‘Coming of Aging’ ชื่อว่า ‘ก่อนถึงวัยอันควร’ ก็เอาเสียงของผู้สูงวัยกับผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้สูงวัยมาเป็น audio documentary บวกกับแสง สี เสียงมาเป็น Exhibition เป็นแนวคิดของการบอกเล่าเรื่องเสียงที่ควรถูกได้ยินด้วย”

ภาพ: Eyedropper Fill

ภาพ: Eyedropper Fill
แนวคิดการทำงานที่ตีความจากมนุษย์เป็นศูนย์กลาง
คุณนัท – นันทวัฒน์: “เราใช้แนวคิด Human Centric หรือคนเป็นศูนย์กลางมาใช้ในการทำงานทุกชิ้นเลย
“คือมันจะมีช่วงหนึ่ง เป็นช่วงแรก ๆ ของการทำงานที่เราพยายามจะดันงานให้ล้ำมาก ๆ มีลูกเล่นมาก ๆ แต่ว่าเราพอเราทำไปทำมารู้สึกว่า มันคือวัยหนึ่งที่เรากำลัง explore กำลังแสวงหาความรู้ แต่พอเรามาตกตะกอนในวัยนี้ ผมพบว่าช่วงโควิดเป็น ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของ Eyedropper Fill เลย เรามานั่งคิดกันว่า จริง ๆ แล้วเราคือใคร รากเราเป็นอย่างไร มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราได้มาครุ่นคิดกับตัวเอง
“แล้วก็บวกกับเวลาที่เราประสบปัญหาเรื่อง mental health เอง มันทำให้เราต้องกลับไปดูภายในของเรา เมื่อเราอยู่กับเรื่องพวกนี้มากขึ้น มันทำให้เราสนใจการทำงานเรื่องเกี่ยวกับเรื่องมนุษย์ และพบว่างานบางงานเราไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเลยก็ได้ เพราะว่าปกติเวลาเราพูดถึงงาน Eyedropper Fill มันจะอยู่ในประเภท Multidisciplinary Digital Art คนอาจจะมองว่าเราต้องใช้เทคโนโลยีทุกงาน แต่จริง ๆ แล้วบางเนื้อหามันก็ไม่จำเป็น เช่น ถ้าเราคุยกับคนสูงวัย เราก็คงจะหลีกเลี่ยงการสแกนคิวอาร์โค้ดตามก็เป็นจุดเล็ก ๆ
“มันขึ้นอยู่กับว่ากำลังจะคุยกับใคร และคุยเรื่องอะไร”

ภาพ: Eyedropper Fill
ประสบการณ์ที่พาคนเดินทางค้นพบตัวเอง
คุณเบสท์ – วรรจธนภูมิ: “งาน ‘พาใจกลับบ้าน’ ประโยชน์ของมันคือการจุดประเด็นให้เกิดแฮชแท็ก ‘นิทรรศการฮีลใจ’ ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นหนึ่งในนิทรรศการหรืองานศิลปะสำคัญที่ทำให้คนมากลับมีความตระหนักรู้เรื่อง mental health และทำ ให้ mental health มันเข้าถึงง่ายขึ้นด้วย
“เพราะมันมีกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์เชิงลึกจากนิทรรศการนี้อยู่จริง ๆ ยกตัวอย่างเคสหนึ่ง เช่น มีจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา เขาให้ผู้ป่วยมางานนิทรรศการ ให้มาดูแลตัวเองผ่านงานศิลปะ แล้วผู้ป่วยคนนั้นเขาก็เล่าว่าระหว่างที่เขาเดินไปตามสเปซต่าง ๆ มันจะมีจังหวะหนึ่งที่เงียบ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เราดีไซน์ไว้ จุดนี้มันทำให้เขาค้นพบคำตอบบางอย่างที่เขาติดค้างอยู่นาน
“สิ่งนี้มันตอบเราได้ว่า เวลาเราทำงานนิทรรศการ คนจะมองว่ามันเป็นแค่ที่ถ่ายรูปสวย ๆ แต่จริง ๆ กระบวนการเวลาทำงาน mental health แต่ละชิ้น เราทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาอย่างลึกซึ้ง เช่น ทีม MasterPeace ซึ่งเราไม่ได้หวังผลแค่คนมาแล้วถ่ายรูปแล้วได้แฮชแท็กกลับไป แต่เราหวังเชิงลึกว่าคนที่มางานควรได้อะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกลับไปด้วย
“ผมว่าเราเป็นหนึ่งทางเลือกที่ทำให้คนได้รู้จักตัวเองมากขึ้น เพราะผมคิดว่าตอนนี้โลกมันกำลังดำเนินไปด้วย noise ต่าง ๆ มากมาย ที่บอกให้เราจะต้องพูดอะไรบางอย่างแล้วถึงจะมีตัวตน ผมเลยรู้สึกว่า สภาวะในการออกแบบงานพาใจกลับบ้านมันถูกคิดค้นมาเพื่อให้เราได้กลับมาได้ยินเสียงตัวเองมากกว่า ซึ่งผมคิดว่ามันจะช่วย ‘Promotion and Prevention’ คือ Promotion ในเชิงจิตวิทยา คือการทำให้เรื่อง mental health เป็นเรื่องธรรมดาที่เราคุยกันได้ และ Prevention คือ ทําให้เรามีภูมิคุ้มกันบางอย่างในการดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น”

คุณนัท – นันทวัฒน์: “จนกลายเป็นว่าตอนนี้พอเราได้ทำงานมาหลาย ๆ โปรเจ็กต์ มันเหมือนกับเราก็มีพาร์ทที่เป็นเหมือนกับความรู้ทางจิตวิทยาในตัวของเราเองด้วย เราสามารถเอามาใช้กับชีวิตตัวเองได้ด้วย
“ในขณะที่เรายังใช้บทบาทของความเป็นนักออกแบบอยู่ หมายถึง ผมคิดว่าบทบาทของเรามันจะไม่ได้เปลี่ยนไป เรายังจะมี execute แบบหนึ่งที่ไม่เหมือนนักจิตวิทยา เรายังอยู่ในขานักสื่อสาร และใช้งานออกแบบสื่อสารประเด็นที่เราต้องการให้กับสังคม
“ผมไม่เชื่อว่า ศิลปะไม่มีฟังก์ชัน ศิลปะมีฟังก์ชัน ซึ่งมันคือการสร้าง value ให้สิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ‘ศิลปะ’ แท้จริงคือการสื่อสาร ที่ทำหน้าที่กระตุ้นความรู้สึกของเรา และเมื่อคนที่ทำงานศิลปะได้ทำอะไรกับตัวเองไปแล้ว หลังจากนั้นมีคนมาดู มันก็เป็นอีกหนึ่งขั้นที่ศิลปะนั้นมันจะทำงานต่อเนื่องไป ก็เลยรู้สึกว่างานออกแบบประสบการณ์ที่เราทำนี้มันให้หลายอย่างมาก มันเพิ่มคุณค่าความเป็นศิลปะด้วย แล้วมันก็ทำให้เราใช้ศิลปะแบบที่ไม่ใช่เพื่อความบันเทิง หรือ pure entertainment อย่างเดียว”
Wellness Design ที่อยู่ในวิถีชีวิต
คุณเบสท์ – วรรจธนภูมิ: “งานประเภท wellness design ผมว่าหลังจากนี้มันจะล้ำไปกว่านี้ เพราะถ้าไปดูต่างประเทศ มันล้ำไปกว่านี้เยอะมาก ยิ่งพวกศาสตร์ทางด้านจิตใจอย่างที่เราทำ มันจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบของนิทรรศการเท่านั้น มันจะไปอยู่ในโปรดักต์ มันจะไปอยู่ใน daily life ไปอยู่ในบ้าน ไปอยู่ในการออกแบบขนส่งสาธารณะ พื้นถนน คือมันการบำบัดไปอยู่ในชีวิตประจำวันก็ว่าได้
“ซึ่งอันนั้นคือเป้าระยะไกล ๆ ของเราเช่นกัน บางทีเราไม่ได้อยากจำกัดตัวเองว่า งานแบบเราต้องเป็นนิทรรศการเท่านั้น แต่ความรู้ของเรามันไปได้ถึงการออกแบบอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น ที่ญี่ปุ่น เขาจะติดตั้งไฟสี มีไลท์ติ้งบางอย่างในบางจุดเสี่ยงในเมือง ที่ทำให้คนลดการฆ่าตัวตายลง หรือการออกแบบสะพานในบางรูปแบบที่มันจะมี wording อะไรบางอย่างสร้างกำลังใจให้คนในจุดนั้น ๆ คือเราอยากจะพางานของเราไปทำประโยชน์ แล้วมันได้แบบนั้นในที่สุดครับ”

เมื่องานมันตึง จึงขอคลายเครียด กับกิจกรรมของ Eyedropper Fill
ฟังมุมมองและแนวคิดการทำงานเพื่อช่วยให้คนอื่นผ่อนคลายกันไปเยอะแล้ว ลองมาฟังนักออกแบบบ้างว่า ถ้าว่างจากการทำงานแล้ว พวกเขามีวิธีคลายเครียดอย่างไรกันบ้าง

Designer: คุณนันทวัฒน์ จรัสเรืองนิล
1. ผมออกกําลังกาย ผมมีช่วงหนึ่งที่ผมเครียดมากเลยต่อยมวย เข้าใจเลยว่าสองนาทีที่เราไม่ต้องคิดอะไรเลยคืออะไร โค้ชสั่งให้เตะก็เตะ สั่งให้ต่อยเราก็ต่อย
2. แล้วก็ที่ผมอินที่สุดคือดําน้ำ แล้วก็รู้สึกเลยว่ามัน Well-being จริง ๆ คือพอเราลงไปใต้น้ำ เราไม่ต้องสื่อสารกับใคร หรือสื่อสารเท่าที่จําเป็น นอกนั้นคือ เอ็นจอยธรรมชาติ จะดีจะร้ายผมไม่เคยขึ้นมาด่าทะเลเลย
3. แล้วก็อีกกิจกรรมหนึ่งที่กลับมาทำคือวาดรูป วาดอะไรก็ได้ครับ ไม่ต้องสวยงามหรือพิเศษ พอได้วาดรูปเหมือนเราได้สร้างจินตการให้เกิดขึ้นจริงเลย ไม่เหมือนกับงานที่เราทำอยู่ซึ่งใช้เวลาในการพัฒนา

Designer: คุณวรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย
ผมปั่นจักรยาน ในช่วงนี้มีแค่การปั่นจักรยานครับ ช่วงหลัง ๆ ไม่ได้ทําอย่างอื่น
ขอบคุณ: คุณวรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย และคุณนันทวัฒน์ จรัสเรืองนิล จาก Eyedropper Fill
เรื่อง: Kangsadan K., กรกฎา
ภาพ: นันทิยา บุษบงค์
67s นักออกแบบพื้นที่ ผ่านแนวคิด Sensory Design สร้างประสบการณ์ความผ่อนคลายใน
