คอมมูนิตี้ที่เป็นมากกว่าอาคารรวมร้านค้า แต่ TUR GUB CHAN Neighborhood คือสถานที่ที่ผู้คนจะได้มาปล่อยไอเดียให้ย่านเศรษฐกิจอย่างสาทรมีพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมขับเคลื่อนย่านด้วยความคิดสร้างสรรรค์
ที่นี่ตั้งอยู่ในอาคารเก่าบนถนนเชื้อเพลิง กับการเปลี่ยนทุกตารางเมตรของพื้นที่ภายในอาคาร ให้เป็นพื้นที่ที่คนรักงานสร้างสรรค์จะสามารถรวมตัวกันเพื่อเปิดเป็นพื้นที่ธุรกิจเล็ก ๆ ที่น่าจับตามอง อาทิ คาเฟ่ ร้านเสื้อผ้าแฟชั่น และร้านจำหน่ายงานออกแบบต่าง ๆ ได้มาสปาร์กจอยผุดไอเดียใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในย่านเศรษฐกิจของเมือง ยิ่งกว่านั้นยังทำให้มีพื้นที่สำหรับคนได้มานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ และร่วมมือกันขับเคลื่อนสิ่งเล็ก ๆ เพื่อเปลี่ยนเมืองไปพร้อมกัน


ย่านศูนย์กลางธุรกิจที่ไม่ทิ้งพื้นที่ให้ผู้คน
ก่อนจะกลายมาเป็นย่าน CBD (Central Business District) ที่เราเรียกกันคุ้นเคย “สาทร” เคยเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวทวายที่เข้ามาตั้งรกรากในสมัยรัชกาลที่ 1 ดังปรากฏชื่อเดิมที่เรียกว่า “บ้านทวาย” ชุมชนที่มีเพียงพื้นที่ที่มีป่ารกและสวน


จุดที่ทำให้สาทรเข้าใกล้ภาพปัจจุบัน คือการตัดถนนในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้ความเจริญได้ขยายเข้ามาผ่านการกว้านซื้อที่ดินและสร้างบ้านให้ชาวต่างชาติและเจ้าสัวผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจได้พักอาศัย เนื่องจากเป็นย่านที่มีความสงบและคนไม่พลุกพล่าน กลายเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาให้สาทรกลายเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญจนตกทอดมาสู่คนรุ่นปัจจุบันที่รายล้อมไปด้วยอาคารสูงจนถูกยกระดับให้เป็นเขตศูนย์กลางธุรกิจจวบจนทุกวันนี้
แม้ย่านสาทรจะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเชิงเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังแอบซ่อนพื้นที่เล็ก ๆ อย่าง “Tur Gub Chan Neighborhood” เพื่อให้ผู้คนมาแบ่งปันเรื่องราวและความสนใจในสิ่งเดียวกันได้ โดยเฉพาะศิลปะ แฟชั่น และงานดีไซน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนในย่านกำลังมองหา room จึงขอพาทุกคนเดินทางไปสำรวจอาคารเก่าแห่งนี้ไปด้วยกัน ว่าภายในพื้นที่นี้บรรจุเรื่องราวใดลงไปให้คนเมืองอย่างเราอยากเดินทางมาเสาะหาและดื่มด่ำ



เมื่อร้านตัดผมไม่อยากโตแค่ในกรอบเดิม
“ถ้าพูดถึงเรื่องสาทร ผมว่าสาทร คือ Business Area ของกรุงเทพฯ ซึ่งมันก็จะแฝงด้วยร้านอาหารเก๋ ๆ เยอะแยะมากมาย แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีชุมชน มีคนอยู่อาศัย ที่มีความสนใจหลากหลายด้วย”
คาแร็กเตอร์ของย่านสาทรที่คุณบิลลี่ สาวิชัย ผู้เป็นทั้งเจ้าของโครงการ TUR GUB CHAN และช่างตัดผมประจำ TUR Hair Salon ถ่ายทอดให้เราได้เห็น ชวนย้อนกลับไปยังที่มาและจุดเริ่มต้นของคอมมูนิตี้ในอาคารเก่ารีโนเวตริมถนนเชื้อเพลิงแห่งนี้

โดยคุณบิลลี่เล่าว่า โครงการ TUR GUB CHAN มีที่มาจากความตั้งใจของเขาที่อยากพาให้ TUR Hair Salon เติบโตไปอีกขั้น จากสาขาแรกในซอยสุขุมวิท 26 ขยับมาสู่สาขาที่ 2 ในย่านสาทรแห่งนี้ โดยเขาได้มาพบอาคารออฟฟิศเก่าขนาด 3 ชั้นที่ถูกทิ้งร้างมา 5 ปีแห่งนี้โดยบังเอิญ ความตั้งใจที่จะขยายสาขาของร้านตัดผม ผนวกกับการมองเห็นศักยภาพของการเติมเต็มอาคารเก่าด้วยพื้นที่ของผู้คนที่มีความสนใจเดียวกัน จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดโครงการ TUR GUB CHAN ที่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รวมกันของร้านค้า แต่คือชุมชนของคนผู้คนที่เข้ามาร่วมกันสร้างความหมายให้กับสถานที่นี้ใหม่ ผ่านจุดร่วมบนรันเวย์ของคนที่ชื่นชอบศิลปะและแฟชั่น ตั้งแต่เสื้อผ้ายันทรงผม
“ร้านทําผมมันก็อยู่ในส่วนของแฟชั่นอยู่แล้ว เวลาเรามามาเปิดสาขาใหม่ในตึกนี้เอง เราก็เลยรู้สึกว่า เราอยากจะทำให้สถานที่นี้ เป็นที่ที่คนที่มีความสนใจเดียวกันเข้ามาอยู่รวมกัน” คุณบิลลี่พูดถึงที่มาที่ไป



แฟชั่นจุดปูทางรันเวย์ให้ผู้คนมาจอยน์กัน
ความชอบเรื่อง “แฟชั่น” ได้ปูทางให้คอนเซ็ปต์และการออกแบบพื้นที่ใช้สอยของ TUR GUB CHAN ทั้ง 3 ชั้น มีพื้นที่ธุรกิจที่หลากหลายในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่คาเฟ่ ร้านอาหาร และบาร์ในชั้น 1 ที่แต่ละร้านต่างก็ออกแบบ-ตกแต่งให้แสดงถึงตัวตนของแบรนด์ได้อย่างมีเอกลักษณ์ และต่อมาที่ชั้น 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ของร้านตัดผม TUR Hair Salon ทั้งชั้น ก็โดดเด่นในตัวเองอย่างเห็นได้ชัด และสามารดึงให้คนที่มาใช้บริการตัดผมให้ไหลขึ้นไปยังพื้นที่ชั้น 3 ซึ่งเป็นพื้นที่ทดลองของคุณบิลลี่เองอีกด้วย
TUR Hair Salon ที่ชั้น 2 ได้รับการออกแบบให้มีความดิบเท่ไปกลมกลืนไปกับร่องรอยของอาคารเก่า โดยมีบันไดผ่านตรงกลางระหว่างโซนร้านตัดผมในฝั่งซ้าย-ขวา ที่ออกแบบภายให้เปิดโล่ง เพื่อสามารถรองรับลูกค้าได้มากกว่าสาขาแรก ภายในทิ้งร่อยรอยของปูนเปลือย เล่าอดีตของอาคารไว้ สลับกับการใช้เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์วินเทจเพื่อเพิ่มอารมณ์คลาสสิกของอาคาร และกรุผนังบางส่วนด้วยอิฐสีส้มที่สื่อถึงตัวตนของ TUR Hair Salon ซึ่งมักใช้วัสดุอิฐตกแต่งในสาขาก่อนหน้านี้ร่วมด้วย

ร้านตัดผมที่ชั้น 2 นี้ ช่วยเน้นย้ำคอนเซ็ปต์เรื่องแฟชั่นซึ่งจะส่งผู้คนไปสู่ชั้นที่ 3 ที่เป็นชั้นรวมร้านเสื้อผ้าจากดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่ ที่ต่างก็เข้ามาเติมเต็มพื้นที่ว่าง และสร้างสีสันด้วยการตกแต่งแต่ละร้านให้มีคาแร็กเตอร์เป็นตัวของตัวเองตามแต่ละแบรนด์อย่างเด่นชัดนั่นเอง


เมื่อดีไซเนอร์รุ่นใหม่ต้องการพื้นที่มากกว่าแค่ร้านเช่า
สิ่งที่นิยามความเป็นคอมมูนิตี้ของ TUR GUB CHAN ได้อย่างชัดเจนที่สุด คือ สเปซชั้น 3 ไม่ได้ออกแบบให้เป็นแค่พื้นที่ให้เช่า แต่คือสนามทดลองของดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีพื้นที่ให้มาปล่อยของ ซึ่งมาจากความต้องการแหวกกรอบใหม่ ๆ ให้กับวงการดีไซน์ของคุณบิลลี่เอง
“จุดประสงค์ของชั้น 3 ก็คือผมรู้สึกว่าวงการแฟชั่นไทยเองโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เรากําลังเดินช้าอยู่ ซึ่งผมก็เลยมีไอเดียว่า เมืองไทยมันยังไม่ได้มีแหล่งที่รวบรวมแฟชั่นไทยของดีไซเนอร์รุ่นใหม่เลย
“เราก็รู้สึกว่าเราอยากให้ชั้น 3 เป็นพื้นที่ที่รวบรวมแบรนด์เสื้อผ้าไทย และของแฟชั่นดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่ ให้ได้มีพื้นที่แสดงผลงานของตัวเองมากยิ่งขึ้น”
ซึ่งที่สะท้อนกลับมา คือคอมมูนิตี้ของคนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นจริง ผ่านการจัดตลาดนัดงานคราฟต์และเสื้อผ้าที่ชื่อว่า ‘มาหาเธอ’ ในพื้นที่ของโครงการ โดยพบว่าประสบความสำเร็จมาแล้วถึง 2 ครั้ง และสิ่งตอบแทนที่มากกว่าเม็ดเงิน คือทำให้คนรุ่นใหม่ต่างหลั่งไหลเข้ามารู้จักพื้นที่นี้อย่างที่ตั้งใจไว้ และเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่ถูกใช้งานด้วยกลุ่มคนที่พูดคุยในภาษาเดียวกัน หรือสนใจเรื่องแฟชั่นเหมือน ๆ กันกับพวกเขา


“เธอ” ที่ขับเคลื่อนเมืองไปกับ “ฉัน”
นอกจากที่นี่จะกลายเป็นจุดเช็กอิน ที่ผู้คนต่างหลงเสน่ห์และเข้ามาถ่ายภาพตึกเก่าแต่ปรับลุคใหม่ให้เก๋แล้ว คือ ความเป็นคอมมูนิตี้สร้างสรรค์ที่ผุดขึ้นท่ามกลางการเคลื่อนไหวของย่านเศรษฐกิจของเมือง และสำหรับคุณบิลลี่เอง ก็มีมุมมองที่อยากจะผลักดันตัวเองให้ก้าวไปพร้อม TUR GUB CHAN ให้ไกลกว่าเดิมเช่นกัน เพียงแค่ได้เริ่มเปิดพื้นที่ให้กับคนรุ่นใหม่ในพื้นที่แห่งนี้ เขาก็รู้สึกว่า สามารถผลักดันพลังของคนรุ่นใหม่ในพื้นที่นั้น ๆ ไปพร้อม ๆ กับการผลักดันพลังของย่านได้ในเวลาเดียวกัน



“ผมรู้สึกว่าคอมมูนิตี้มอลล์ ไม่ว่าจะเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ หรือคอมมูนิตี้ใหญ่ ถ้าไป Fit in กับ Local ได้ ผมว่ามันก็จะเป็นเรื่องดี
“แล้วจำเป็นว่าต้องเป็นพื้นที่ของเราที่นี่ที่เดียวเลยไหม ไม่เลย ผมรู้สึกว่าสามารถเป็นได้ทุก ๆ พื้นที่ ถ้ามันมีคอมมอนสเปซที่คนท้องถิ่นของที่นั่นสามารถมาแชร์ไอเดียกันได้ มาทําอะไรที่สามารถพัฒนาชุมชนได้ ผมคิดว่ามันคือความสำเร็จของการสร่างย่านในรูปแบบหนึ่ง” คุณบิลลี่กล่าวทิ้งท้าย


TUR GUB CHAN ในวันนี้อาจไม่ได้มีพลังเทียบเท่านโยบายการพัฒนาเมืองที่ถกกันในระดับภาครัฐ ทว่าคุณค่าของที่นี่คือการเป็นสถานที่คนรักแฟชั่นและงานสร้างสรรค์สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งได้ง่าย สื่อสารความหมายที่เราต่างก็เข้าใจตรงกัน สิ่งพิเศษนี้ซ่อนอยู่ในความตั้งใจของการพลิกฟื้นที่สิ่งที่คนมองข้ามอย่างอาคารร้าง แม้จะผุดขึ้นท่ามกลางย่านที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้มข้น แต่ความสำเร็จของสถานที่นี้นั้นมาได้จากการเติมเต็มความหมายด้วยผู้คนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผ่านไปมา จนทำให้ TUR GUB CHAN ไม่ได้เป็นแค่สถานที่ แต่เป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่รู้สึกว่า พวกเขายังมีที่ยืนอยู่ในเมืองใหญ่นี้

“สำหรับผม หรือ TUR GUB CHAN เอง อาจจะเป็นจุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งที่หวังว่า จะมาช่วยผลักดันและพัฒนาชุมชนสาทรให้ดูน่ารักขึ้น ดูอบอุ่นขึ้น จากสิ่งที่เราและหลายคนรักและชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน” คำพูดเรียบง่ายและถ่อมตน แต่เต็มไปด้วยพลังจากคุณบิลลี่นี้ ย้ำว่า TUR GUB CHAN มีคุณค่าต่อความเคลื่อนไหวของย่านสาทรแห่งนี้แม้เพียงเล็กน้อย และมันก็ชวนให้เราตั้งคำถามกลับว่า แล้วคุณล่ะต้องการพื้นที่แบบไหนในสาทรอีกบ้าง?
อ้างอิง
การศึกษาประวัติและอายุสมัยของอาคารเก่าบนถนนสาทร กรุงเทพมหานคร โดย ฐพล ตรงจิตตเกษม ภาควิชาโบราณคดี
ที่ตั้ง
599 ถนนเชื้อเพลิง แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ
พิกัด https://maps.app.goo.gl/vXawafAoLpwzY2sw
เปิดทุกวัน 08.00 – 20.00 น. (ปิดเฉพาะวันอังคาร )
เรื่อง: Kangsadan K.
ภาพ: Soopakorn Srisakul
บุกบางขุนนนท์ เปลี่ยนย่านเก่าฝั่งธนฯ เป็นจุดหมายแฮ้งเอาต์ใหม่
