BAAT Boutique Hotel โรงแรมริมแม่น้ำป่าสัก ชมวิวและวิถีชีวิตชาวอยุธยา

BAAT Boutique Hotel โรงแรมริมแม่น้ำป่าสัก รับวิวและวิถีชีวิตชาวอยุธยา

BAAT Boutique Hotel หรือ “บาตร บูทีค โฮเทล” คือส่วนต่อขยายน้องใหม่ล่าสุดบนพื้นที่ของร้านอาหารดั้งเดิมอย่าง “แพเทวราช” ของครอบครัวไทยสม ที่ดำเนินกิจการในอยุธยามายาวนานกว่า 40 ปี ก่อนจะได้รับการรีแบรนด์ครั้งใหญ่พร้อมกับปรับปรุงพื้นที่ให้พื้นที่ธุรกิจหลากหลาย

DESIGNER DIRECTORY
ออกแบบ: BodinChapa Architects

นับตั้งแต่การก่อตั้งของ TEWA CAFE เรื่อยมาจนถึงการรีแบรนดิ้งแพเทวราช สู่ร้าน Tarn Ayutthaya และล่าสุดกับโรงแรมขนาดเล็กแห่งนี้ ที่มีเสน่ห์ด้วยบรรยากาศสงบอบอุ่น ดื่มด่ำวิวแม่น้ำป่าสัก ลำคลองสายเก่า วัด บ้านเรือนริมน้ำ และวิถีชีวิตของชาวกรุงเก่า

หยิบบริบทประวัติศาสตร์สู่การสื่อสารแบรนดิ้ง

BodinChapa Architects ผู้ออกแบบ ตั้งใจให้ทุกธุรกิจบนที่ดินของแพเทวราชมีเรื่องราวร้อยเรียงเป็นหนึ่งเดียวกัน สำหรับ บาตร บูทีค โฮเทล เป็นการดูแลโดยรุ่นลูก คุณพชรคุณ ไทยสม ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ตีความและชูบริบทพื้นที่มาใช้ในการสื่อสารแบรนด์ เริ่มตั้งแต่ชื่อ “บาตร” ซึ่งมีที่มาจากชื่อลำคลองสายโบราณ “คลองบ้านบาตร” ที่ตั้งของชุมชนช่างทำบาตรสมัยอยุธยา โดยปัจจุบันรู้จักในชื่อใหม่ว่า “คลองข้าวเม่า” ไหลเชื่อมต่อกับแม่น้ำป่าสักตรงทำเลที่ตั้งของโรงแรมพอดี อีกทั้งยังอยู่ใกล้วัดพิชัยสงคราม วัดโบราณของชุมชน ซึ่งมีเกร็ดประวัติศาสตร์ นับเป็นร่องรอยของกาลเวลาที่มีคุณค่า อันส่งผลต่อเนื่องกับการออกแบบสถาปัตยกรรม เพื่อสร้างมุมมองที่รับกับวิวสายน้ำ สะพานปรีดี-ธำรง และสถานที่สำคัญใกล้เคียง

“บาตร” มีที่มาจากชื่อลำคลองสายโบราณ “คลองบ้านบาตร” ที่ตั้งของชุมชนช่างทำบาตรสมัยอยุธยา โดยปัจจุบันรู้จักในชื่อใหม่ว่า “คลองข้าวเม่า” ไหลเชื่อมต่อกับแม่น้ำป่าสักตรงทำเลที่ตั้งของโรงแรมพอดี
สถาปนิกสร้างความเป็นส่วนตัว ด้วยการวางโซนห้องพักไว้ที่ชั้น 2 และ 3 โดยแยกขาดจากส่วนร้านอาหารและพื้นที่สาธารณะชั้นล่าง

แนวคิดปลาตะเพียนสานภาพจำอยุธยา

แนวคิดการออกแบบที่นี่ มาจาก “ปลาตะเพียนสาน” ซึ่งเป็นแกนหลักในการออกแบบที่ร้อยเรียงทั้ง 3 โครงการที่อยู่พื้นที่เดียวกันทั้ง TEWA CAFE ร้าน Tarn Ayutthaya และโรงแรม BAAT Boutique Hotel เข้าด้วยกัน เพื่อให้ภาพรวมมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในเชิงสถาปัตยกรรมและแบรนดิ้ง

เพื่อให้มองเห็นวิวแม่น้ำจึงออกแบบให้อาคารมีการบิดแกนเฉียง หลังคาขนาดใหญ่ทำหน้าที่คลุมฟอร์มอาคารไว้ เหมือนเส้นสายการสานปลาตะเพียนที่ประกอบด้วยชิ้นส่วน 2 ชิ้น มาครอบกัน
มีพื้นที่ต้อนรับอยู่ชั้นล่าง ก่อนส่งแขกไปยังบันไดทางขึ้นที่โอบรับด้วยไม้เผาผิว หลักการใช้ไม้เผาผิวในโซนทางเข้า ก็เพื่อให้แขกค่อยๆ เข้าไปในพื้นที่ที่มืดก่อน แล้วจึงค่อยเปิดไปสู่พื้นที่ที่สว่างและโปร่งโล่งกับที่นั่งระเบียงรับวิว

เห็นได้จาก TEWA CAFE ที่ใช้เส้นสายของการสานปลาตะเพียนเป็นพื้นฐาน ได้ขยายผลสู่ร้านอาหารและโรงแรมตามลำดับ โดยใช้วิธีการคล้ายถักทอเส้นสายให้ต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะโครงสร้างของโรงแรมที่เปรียบเสมือนการสานปลาตัวที่ใหญ่ที่สุดของทุกโครงการผ่านโครงสร้างหลังคาอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีผลต่อกับรับวิวด้วยเช่นกัน

ทุกห้องมองเห็นวิวไฮไลต์ชูทิวทัศน์แม่น้ำ

เพื่อให้มองเห็นวิวแม่น้ำจึงออกแบบให้อาคารมีการบิดแกนเฉียง หลังคาขนาดใหญ่ทำหน้าที่คลุมฟอร์มอาคารไว้ เหมือนเส้นสายการสานปลาตะเพียนที่ประกอบด้วยชิ้นส่วน 2 ชิ้น มาครอบกัน โดยกำหนดให้ผนังส่วนล่างเป็นแกนการสานชุดหนึ่ง และใช้หลังคาเป็นอีกแกนหนึ่งมาครอบทับ เกิดความรู้สึกของการ “ถักร้อย” ที่สอดประสานกันจนดูแข็งแรง แล้วทำการเจาะหลังคาประมาณ 4-5 ช่อง เพื่อเปิดมุมมองให้ผู้เข้าพักสามารถสัมผัสวิวอย่างที่ตั้งใจ มีราวกันตกให้ร่นเข้ามาข้างใน เพื่อให้รู้สึกเหมือนยืนทะลุหลังคาขึ้นมาแต่ยังปลอดภัย

การออกแบบห้องพักเน้นโทนสีขาว เบจ และไม้ ซึ่งประกอบด้วยไม้แท้ตามที่เจ้าของชื่นชอบเป็นส่วนใหญ่ บางส่วนอย่างผนังหรือส่วนที่ต้องสัมผัสแดดและฝนโดยตรงมีการปรับมาใช้ไม้เทียมเพื่อลดภาระการบำรุงรักษา
รองรับแขกกับห้องพักจำนวน 5 ห้อง ที่เจ้าของสามารถดูแลลูกค้าได้อย่างทั่วถึง และให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน
แบ่งห้องพักออกเป็น 3 ห้อง บนชั้น 2 ประกอบด้วยห้อง Standard 2 ห้อง และห้องขนาด Superior 1 ห้อง ส่วนชั้น 3 มีห้องพัก 2 ห้อง คือ ห้อง Deluxe River View และ Grand Deluxe Rive View
ทำการเจาะหลังคาประมาณ 4-5 ช่อง เพื่อเปิดมุมมองให้ผู้เข้าพักสามารถสัมผัสวิวอย่างที่ตั้งใจ มีราวกันตกให้ร่นเข้ามาข้างใน เพื่อให้รู้สึกเหมือนยืนทะลุหลังคาขึ้นมาแต่ยังปลอดภัย

สัมผัสมิติของวัสดุที่ผสานความคราฟต์

สถาปนิกสร้างความเป็นส่วนตัว ด้วยการวางโซนห้องพักไว้ที่ชั้น 2 และ 3 โดยแยกขาดจากส่วนร้านอาหารและพื้นที่สาธารณะชั้นล่าง โดยเลือกใช้ไม้สนเผาผิวที่ลงมือสร้างสรรค์กันอย่างพิถีพิถันที่หน้างาน เพื่อทำหน้าที่เป็นผนังทางเข้าโรงแรม โดยมีพื้นที่ต้อนรับอยู่ชั้นล่าง ก่อนส่งแขกไปยังบันไดทางขึ้นที่โอบรับด้วยไม้เผาผิว หลักการใช้ไม้เผาผิวในโซนทางเข้า ก็เพื่อให้แขกค่อยๆ เข้าไปในพื้นที่ที่มืดก่อน แล้วจึงค่อยเปิดไปสู่พื้นที่ที่สว่างและโปร่งโล่งกับที่นั่งระเบียงรับวิว อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นดังแกนให่ส่วนล่างดูหนักแน่นและตัดกับส่วนหลังคาที่มาครอบทับ

จัดวางให้ห้องพักขนาดใหญ่มีอ่างอาบน้ำในตำแหน่งที่สามารถแช่น้ำพร้อมชมวิวแม่น้ำอย่างเพลิดเพลิน เพื่อเพิ่มมูลค่าและประสบการณ์การพักผ่อนผ่านบริบทสำคัญ ๆ รอบอาคาร
สร้างมุมมองที่รับกับวิวสายน้ำ สะพานปรีดี-ธำรง และสถานที่สำคัญใกล้เคียง

พักผ่อนอบอุ่นในบรรยากาศเหมือนอยู่บ้าน

รองรับแขกกับห้องพักจำนวน 5 ห้อง ที่เจ้าของสามารถดูแลลูกค้าได้อย่างทั่วถึง และให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน โดยแบ่งห้องพักออกเป็น 3 ห้อง บนชั้น 2 ประกอบด้วยห้อง Standard 2 ห้อง และห้องขนาด Superior 1 ห้อง ส่วนชั้น 3 มีห้องพัก 2 ห้อง คือ ห้อง Deluxe River View และ Grand Deluxe Rive View

การออกแบบห้องพักเน้นโทนสีขาว เบจ และไม้ ซึ่งประกอบด้วยไม้แท้ตามที่เจ้าของชื่นชอบเป็นส่วนใหญ่ บางส่วนอย่างผนังหรือส่วนที่ต้องสัมผัสแดดและฝนโดยตรงมีการปรับมาใช้ไม้เทียมเพื่อลดภาระการบำรุงรักษา เพิ่มความพิเศษด้วยกาารจัดวางให้ห้องพักขนาดใหญ่มีอ่างอาบน้ำในตำแหน่งที่สามารถแช่น้ำพร้อมชมวิวแม่น้ำอย่างเพลิดเพลิน เพื่อเพิ่มมูลค่าและประสบการณ์การพักผ่อนผ่านบริบทสำคัญ ๆ รอบอาคาร

“บาตร บูทีค โฮเทล” คืออีกหนึ่งที่พักที่พร้อมสร้างประสบการณ์การพักผ่อนอันผ่อนคลายและงดงามในฐานะที่ตั้งอยู่ในเมืองที่รุ่มรวยด้วยประวัติศาสตร์ ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่ผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับร่องรอยแห่งกาลเวลาได้อย่างกลมกลืน

ที่ตั้ง
74 หมู่ 10 ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พิกัด https://maps.app.goo.gl/V1P8tzV3cQex9qDm7
โทร. 08-7515-8816
E-Mail: [email protected]
Website: www.baathotel.com

เจ้าของ: คุณเสกสรรค์ และคุณพชรคุณ ไทยสม
ออกแบบ: BodinChapa Architects
ก่อสร้าง: Seksan Thaisom

เรื่อง: Phattaraphon
ภาพ: นันทิยา บุษบงค์ และอนุพงษ์ ฉายสุขเกษม


Kunst Ayutthaya ตีความงานออกแบบไทยดั้งเดิม สู่พื้นที่มิกซ์ยูส