DAY & NIGHT of Cherng Talay ร้านอาหารภูเก็ต อิงประวัติเมืองเหมืองแร่

DAY & NIGHT of Cherng Talay ร้านอาหารระดับมิชลิน อิงประวัติเหมืองแร่ภูเก็ต

จังหวัดภูเก็ต ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ จึงนำมาสู่แรงบันดาลใจให้ คุณเอกภาพ ดวงแก้ว จาก EKAR ออกแบบร้านอาหาร Day&Night Cherng Talay ที่เปิดให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นสาขาที่ 4 ซึ่งแตกต่างจากสาขาอื่น ๆ ที่ผ่านมา

DESIGNER DIRECTORY
ออกแบบ: EKAR

ด้วยความตั้งใจให้ที่นี่มีรูปแบบสแตนอโลนสาขาแรกของแบรนด์ ทีมออกแบบจาก EKAR จึงตั้งใจสร้างประสบการณ์การใช้งานในร้านอาหารที่จัดเสิร์ฟวิวสวย ๆ ของริมทะเลสาบ และบอกเล่าความเป็นมาของอดีตในฐานะที่เมืองภูเก็ตเคยเป็นเมืองแห่งเหมืองแร่ดีบุกได้อย่างน่าสนใจ

บริเวณทางเข้าหลักที่ดูหนาหนักทึบตันเพื่อสร้างความสงสัย ก่อนจะเผยวิวทะเลสาบทางด้านหลัง คุมโทนด้วยวัสดุอย่างผนังคอนกรีตบล็อก ผนังแผ่นหินและพื้นกระเบื้องดินเผา

เล่าประวัติศาสตร์เหมืองแร่ผ่านร้านอาหาร

เเม้ทุกวันนี้จังหวัดภูเก็ตจะรู้จักกันในนามของเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่เชื่อว่าหลายคนลืมไปแล้วว่าย้อนไป 80 ปีก่อนเกาะภูเก็ตเคยเป็นพื้นที่ทำธุรกิจเหมืองแร่ดีบุกรากฐานสำคัญที่ทำให้เมืองเติบโต เกิดการผสมผสานของวัฒนธรรมที่หลากหลายโดยเฉพาะสถาปัตยกรรมแบบชิโน- ยูโรเปียน

เมื่อกาลเวลาผ่านไปพื้นที่เหมืองเหล่านี้ได้แปรสภาพเป็นทะเลสาบกระจายอยู่ทั่วทั้งเกาะ ผู้ออกแบบต้องการใช้ร้านอาหารแห่งนี้ชวนให้คนรุ่นหลังและนักท่องเที่ยวได้ระลึกถึงรากเหง้าของประวัติศาสตร์และรับรู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้พื้นที่

ช่องว่างระหว่างผนังอาคารและระนาบหลังคาแทนที่ด้วยแผ่นอะคริลิกเพื่อเปิดเป็นช่องแสงธรรมชาติเข้าไปยังพื้นที่ภายใน
ผนังโค้งของพื้นที่บาร์ทำให้ได้วิวทะเลสาบแบบพานอรามาเต็มตา

สร้างขอบเขตพื้นที่ด้วยเส้นโค้ง

ด้วยความที่ที่ดินมีลักษณะเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม เพื่อใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงออกแบบวางผังอาคารให้พื้นที่ใช้สอยหลักอย่างร้านอาหารอยู่ในส่วนด้านกว้างและวางส่วนเซอร์วิส ร้านซาลอน และส่วนพักอาศัยของเจ้าของอยู่บริเวณส่วนด้านแคบ ผ่านการกำหนดขอบเขตพื้นที่อาคารด้วย “ผนังโค้งเพียงเส้นเดียว” ให้โอบล้อมพื้นที่ทั้งหมดไว้ โดยวางตัวอาคารให้ขนานกับแนวถนนด้านหน้า แล้วครอบด้วยหลังคาเมทัลชีททรงจั่วแบบไทยที่ขนานไปกับแนวทะเลสาบด้านหลัง เกิดช่องว่างระหว่างจุดตัดของสองระนาบนี้ซึ่งเป็นที่มาของช่องแสงธรรมชาติที่สร้างมิติให้กับพื้นที่ภายใน

โครงสร้างหลังคาและอาคารใช้โครงสร้างเหล็กทั้งหมดเพื่อตอบโจทย์ความรวดเร็วในการก่อสร้าง ที่ใช้เวลาเพียง 5 เดือนเท่านั้น
พื้นที่ชั้นล่างส่วนของร้านอาหารนั่งได้ทั้งกลางวันและกลางคืนตามชื่อร้านแบบไม่มีเบื่อม เนื่องจากทิศทางของแสงธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ได้มุมมองและวิวที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงเวลา

จำลองประสบการณ์ร่วมกับคนงานเหมือง

เบื้องหลังกำแพงสีเทาที่ดูหนาหนักทึบตันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากภูเขาขนาดใหญ่ ให้เเขกที่มาค่อย ๆ เดินไต่ระดับไปยังพื้นที่ชั้นสองของร้านผ่านบันไดที่ออกแบบความสูงขั้นละ 15 เซนติเมตร ลึก 60 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะก้าวที่ไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยจนเกินไป ก่อนจะไปเจอกับเซอร์ไพร้ส์วิวอย่าง “ทะเลสาบ” จากมุมสูงบริเวณด้านหลังที่เป็นเหมืองมาก่อน แล้วค่อยเดินลงบันไดไปยังชั้นล่างซึ่งเป็นส่วนของร้านอาหาร ให้ความรู้สึกเหมือนคนงานในเหมืองแร่ที่ต้องเดินลงไปทำงานในที่ต่ำ ผ่านผนังหินโค้งที่รับกับแสงธรรมชาติที่สอดส่องลงไปตลอดทั้งวัน ใช้ประสบการณ์สื่อถึงประวัติศาสตร์ของสถานที่

แผ่นหินถูกตัดแบ่งในขนาดที่เท่า ๆ กัน จัดเรียงสลับฟันปลาทำให้ได้มิติของผนังเมื่อแสงกระทบ ทั้งยังลดทอนความหนักของวัสดุได้เป็นอย่างดี

ฟาซาดหินที่แข็งแกร่งและบางเบา

สิ่งที่ทำให้อาคารแห่งนี้โดดเด่น คือ “วัสดุ” โดยเฉพาะในส่วนของฟาซาดอาคารที่ใช้แผ่นหินสี่เหลี่ยมขนาดเล็กที่นำมาตกแต่งทั้งด้านนอกอาคารและในอาคารให้ความรู้สึกเชื่อมต่อกัน โดยผนังภายนอกใช้วิธีการเจาะรูหินแล้วแขวนด้วยตะขอให้ดูเหมือนผนังซ้อนเกล็ดไล่จากล่างขึ้นบน ส่วนผนังภายในใช้วิธีตั้งซ้อนจากด้านบนลงล่าง ให้ความรู้สึกราวกับผนังของเหมืองหินจริง ๆ การลดทอนขนาดของแผ่นหินนี้ ทำให้ตัวอาคารรู้สึกบางเบาลง แต่ยังคงไว้ซึ่งความหนักแน่น ยิ่งใหญ่ รับไปกับผนังหน้าร้านบริเวณทางขึ้นที่ใช้บล็อกคอนกรีตผ่าซีกมาจัดเรียงได้มู้ดแอนด์โทนเดียวกัน

ตกแต่งด้วยแผ่นหินแบบตั้งลดหลั่นไปตามผนังเอียงโค้ง ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินลงไปยังเหมืองชั้นล่าง
บันไดทำลายความหนักและใหญ่ของโครงสร้างเหล็ก Wide Flange ให้บางลง ด้วยการปรับมุมมองและรูปแบบของวัสดุใหม่ ได้ผลลัพธ์เป็นบันไดไอคอนิก

อีกหนึ่งไฮไลต์ คือ “บันไดเหล็กโค้ง” เป็นสเปซพระเอกที่พาทุกคนเปลี่ยนถ่ายจากชั้นสองลงสู่เหมืองชั้นล่าง โดยสถาปนิกเลือกใช้เหล็กไวด์แฟลงก์ (Wide Flange) หรือเหล็ก H-Beam หรือ I-Beam ซึ่งปกติใช้ในส่วนของงานโครงสร้างหลักเพราะมีความแข็งแรงสูง มาหั่นเป็นท่อนแล้วเชื่อมต่อใหม่โดยใช้สันของเหล็กคนละด้านเพื่อให้โครงสร้างของบันไดดูเบาบาง แต่ยังคงความแข็งแรงและสื่อสารถึงความงามจากเนื้อแท้ของวัสดุ กลายเป็นงานประติมากรรมหลักของสเปซที่รับกับแสงเงาธรรมชาติที่ทอดลงมา และผนังหินโค้งด้านหลังได้อย่างลงตัว

พื้นที่นั่งชิลบริเวณระเบียงไม้ริมทะเลสาบชวนระลึกถึงประวัติศาสตร์ของธุรกิจเหมืองแร่ที่วันนี้กลายมาเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่กลางเมืองผ่านสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่เคารพต่อชุมชนและเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึง
เพราะต้องการให้อาคารขนาดใหญ่แห่งนี้สร้างปฏิสัมพันธ์กับเมือง และดูเป็นส่วนหนึ่งไปกับบริบทจึงเลือกใช้หลังคาจั่วเรียบง่ายพาดคลุมอาคารทั้งหลัง

สำหรับความท้าทายของโครงการ นั่นคือการจัดการพื้นที่ใช้สอยกว่า 2,000 ตารางเมตร ของอาคารขนาดใหญ่อย่างไรให้เกิดมูลค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงทุกส่วน ผ่านการออกแบบเส้นทางเดินที่บังคับให้คนขึ้นไปยังชั้นสองก่อนเดินลงชั้นล่างที่ระหว่างทางจะได้สัมผัสกับประสบการณ์พิเศษของสเปซ แสง เงา และวัสดุที่ถูกจัดเรียงอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งสำคัญคือต้องเป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่ช่วยดึงรากเหง้าของภูเก็ตกลับมา และสร้างคุณค่าให้กับสิ่งที่คนในพื้นที่ได้หลงลืมไป

ที่ตั้ง
90/5 ซอยเชิงทะเล 16 หาดบางเทา ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต
พิกัด https://maps.app.goo.gl/jwbsMnB4raQJPftd9
เปิด ทุกวัน 11.00 – 24.00 น.
โทร. 0-7660-9356

เจ้าของ: คุณชาญชัย นรังศิยา
ออกแบบ: EKAR

เรื่อง: BRL
ภาพ: Suwat Praikanarat


Sansabai space จากโรงแรมเก่าสู่ ร้านอาหารสงขลา กลิ่นอายชานชาลาบรรยากาศคลาสสิก